วิธรักษาฝ้าให้หายขาด

รักษาฝ้าสวัสดีค่ะ วันนี้จะขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับฝ้าและยาที่ใช้รักษานะคะ
เนื่องจากมีคนเข้ามาถามเยอะมากว่าเป็นฝ้าทำอย่างไรดี ต้องใช้ยาอะไรรักษา ต้องทาครีมอะไร
ในฐานะเภสัชกรที่สนใจด้านความงามเป็นพิเศษ ก็จะขอพื้นที่เล็กๆนี้แบ่งปันความรู้ให้คนทั่วไปได้เข้าใจกันด้วยค่ะ

รักษาฝ้า

“ฝ้าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้”
เจอประโยคนี้ไปหลายๆคนอาจจะตกใจว่า รักษาฝ้า นี่ชั้นจะไม่มีทางกำจัดฝ้าออกไปได้เลยหรอเนี่ย
อย่าเพิ่งท้อไปค่ะ ถึงจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่เราก็สามารถทำให้ฝ้าจางลงจนมีสีใกล้เคียงกับสีผิวของเราปกติได้

เรามารู้จักกับฝ้ากันก่อนดีกว่าค่ะ

ฝ้า(Melasma) เป็นรอยดำที่ใบหน้ามักพบบริเวณแก้ม หน้าผาก จมูกและเหนือริมฝีปาก ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเมลานินจำนวนมากเกินปกติ ทำให้ผิวกลายเป็นสีน้ำตาล-ดำ

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าได้แก่
1.แสงแดด (ในคนที่ไม่ชอบทาครีมกันแดดระวังไว้เลยนะจ๊ะ)
2.ความร้อน (เช่นการอบซาวน่า การทำงานหน้าเตาไฟ)
3.ฮอร์โมน (อาจเจอจากการทาครีมที่ผสมฮอร์โมนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน)

ดังนั้นวิธีที่สามารถลดการเกิดฝ้าได้คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ เพราะถึงแม้เรารักษาจนฝ้าจางลงแล้ว แต่มาเจอปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ฝ้าก็จะกลับมาเข้มขึ้นได้อีกค่ะ

***การรักษาฝ้าก็จะแบ่งได้ดังนี้ค่ะ***

1.การใช้ยาทาหรือครีมบำรุงผิว
– hydroquinone เป็นสารฟอกสีผิวที่ใช้กับฝ้าได้ผลดี แต่มีผลข้างเคียงที่น่ากลัวเช่นการเกิดฝ้าถาวร(เข้มกว่าเดิมและไม่จางลงด้วยยา) ทำให้เกิดการระคายเคือง แดง ลอก ยาตัวนี้จึงไม่มีขายตามร้านยา ต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
-สารกลุ่มSteroid พบว่าทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้สิวขึ้น(เคยเจอบางเคสเป็นสิวหัวช้างทั้งหน้า) ทำให้ผิวบาง ขนยาวขึ้น และเมื่อหยุดยาฝ้าก็จะกลับมาเหมือนเดิม
-กรดวิตามินเอ จะช่วยลอกผิว ทำให้ฝ้าจางลง แต่จะระคายเคือง แสบ แดงได้ง่าย ทำให้ผิวไวต่อแดดมากขึ้นด้วย
-Azelaic acid หรือที่รู้จักกันในยี่ห้อSkinoren (ใช้เชื้อเกลื้อนสังเคราะห์)
-ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของWhitener เช่น Kojic acid, Arbutin ,Vitamin C เป็นต้น โดยสารเหล่านี้จะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีค่ะ

วันนี้ขอฝากไว้เท่านี้ก่อนนะคะ แล้วจะมาต่อการรักษาอีก2กลุ่มคือ ยากินและการทำทรีตเมนท์ค่ะรักษาฝ้า